แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาคเหนือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาคเหนือ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จังหวัดพิจิตร

 

map_province1

คำขวัญประจำจังหวัดพิจิตร

ถิ่นประสูติพระเจ้าเสือ แข่งเรือยาวประเพณี พระเครื่องดีหลวงพ่อเงิน เพลิดเพลินบึงสีไฟ ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพชร รสเด็ดส้มท่าข่อย ข้าวเจ้าอร่อยลือเลื่อง ตำนานเมืองชาละวัน

3322
  • ต้นไม้ประจำจังหวัด: บุนนาค (Mesua ferrea)

  •  ดอกไม้ประจำจังหวัด:ดอกบัวหลวง (Nymphaea lotus)
ประวัติเมืองพิจิตร

จังหวัดพิจิตรเป็นจังหวัดที่มีตำนานและประวัติอันยาวนาน มีหลักฐานสำคัญด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีและวรรณคดี ปรากฏอยู่จำนวนมาก เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ว่าเป็นดินแดนแห่งพระเครื่อง และเมืองชาละวัน

เดิมทีเมืองพิจิตรหาได้ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่ตั้งเมืองหลายครั้ง ที่ตั้งเดิมทีหลักฐานปรากฏชัดอยู่ในเขตท้องที่อำเภอโพทะเล ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองปัจจุบัน ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร แล้วอพยพ โยกย้ายขึ้นมาตามลำน้ำน่านเก่าสู่ทางทิศเหนือ สร้างบ้านเมืองขึ้นเป็นปีกแผ่นแน่นหนา ที่บ้านสระหลวง อยู่ในเขตตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองพิจิตร ห่างจากตัวเมืองปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๗ กิโลเมตร ต่อมาลำน้ำน่านเก่าเปลี่ยนทางเดิน เป็นเหตุให้ลำน้ำตื้นเขินจึงจำเป็นต้องย้ายเมืองมาตั้งใหม่ ดังตัวเมืองที่ปรากฏในปัจจุบันนี้
 
pij13
 

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พอจะตรวจสอบได้ ความว่า ราว พ.ศ.๓๐๐ ชาวละว้า เป็นชนชาติที่มีความเจริญรุ่งเรือง และมีอำนาจมากที่สุดในดินแดนสุวรรณภูมิได้แบ่งการปกครองเป็น ๒ อาณาจักรใหญ่ๆ คืออาณาจักรทวาราวดี ได้แก่พื้นที่จังหวัด พิษณุโลกไปจดราชบุรี ทิศตะวันออกไปถึงปราจีนบุรี อาณาจักรโยนหรือโยนก และอาณาจักรโคตรบูรณ์

สำหรับอาณาจักรทวาราวดี มีเมืองสำคัญ ๓ เมือง ด้วยกัน คือ นครปฐม ละโว้หรือลพบุรี เมืองสยามหรือสุโขทัย โดยมีนครปฐมเป็นราชธานี ส่วนเมืองพิจิตรในครั้งกระนั้นอยู่ในเขตเมืองละโว้ จะมีนามว่าอย่างไร ตั้งอยู่ที่ไหนยังไม่ปรากฏชัด

ต่อมาราว พ.ศ.๑๔๐๐ ขอมมีอำนาจมากได้แผ่อำนาจเข้ามาในอาณาจักรทวาราวดี ตีได้อาณาจักรโยนกและโคตรบูรณ์ไว้ในอำนาจ และปกครองในฐานะประเทศราช และได้จัดแบ่งอาณาจักรทวาราวดีออกเป็นมณฑลใต้และฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้มีละโว้หรือลพบุรี เป็นราชธานี ส่วนฝ่ายเหนือมีเมืองสยามหรือสุโขทัย เป็นราชธานี
pij05
 
ส่วนพระเจ้าแผ่นดินชาวละโว้ที่ครองเมืองละโว้ทรงพระนามว่าพระยาโคตบองเทวราช เมื่อเสียเมืองแก่ขอมได้ทรงสละเมือง และทรงพารี้พลอพยพไปอยู่ที่หมู่บ้านโกญฑัญคาม หรือตำบลบ้านน้อยกับตำบลบางคลานในอำเภอโพทะเล จ.พิจิตรในปัจจุบันนี้ พร้อมกันี้ก็ได้สร้างเมืองขึ้นใหม่ ณ. ที่นี้และพระราชทานนามว่า "นครชัยบวร" ได้สืบสันติวงศ์ต่อกันมาด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ประมาณ ๒๐๐ ปี ราวปี พ.ศ.๑๖๐๐ ในสมัยพระเจ้ากาญจนกุมารเชื้อสายพระยาโคตบองเทวราช ได้เสด็จประพาสทางชลมารค ขึ้นไปทางเหนือ ตามลำน้ำน่านเก่าได้มาถึงหมู่บ้านสระหลวง เห็นเป็นทำเลที่เหมาะจึงสร้างเมืองขึ้นใหม่ ณ ที่นี้ เมื่อ พ.ศ.๑๖๐๑ คือที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองพิจิตรในปัจจุบันนี้และพระราชทานเมืองใหม่นี้ว่า "พิจิตร" บรรดาไพร่ฟ้าข้าราชบริพารได้พากัน ถวายพระนามพระเจ้ากาญจนกุมาร เป็น "พระยาโคตบองเทวราช" เช่นเดียวกับผู้ครองนครชัยบวรองค์แรกเพื่อเป็นต้น ราชวงศ์สำหรับเมืองพิจิตรนี้ต่อไป

เชื้อสายของพระยาโคตบองเทวราช ได้ปกครองเมืองพิจิตรสืบต่อกันมาจนราวปี พ.ศ.๑๘๐๐ พระยาโคตบองเทวราช องค์สุดท้ายสิ้นพระชนม์แล้วไม่มีราชโอรสสืบราชสมบัติเมืองพิจิตรแทน วงศ์พระยาโคตบองสิ้นสูญไป ประกอบกับอำนาจขอม ในดินแดนแถบนี้ได้เสื่อมลง ขณะนั้นไทยกำลังแผ่อาณาเขตลงมาทางตอนใต้ ในที่สุดกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ทรงขับไล่ขอมออกไปจากดินแดนนี้จนหมดสิ้น สถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พิจิตรก็ได้รับสถาปนาเป็นเมืองลูกหลวง ทางด้านใต้ และในขณะนั้นเอง พิจิตรได้ชื่อใหม่ว่า "เมืองสระหลวง" ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยารัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทรงวางระเบียบการปกครอง บ้านเมืองใหม่ พิจิตรมีฐานะเป็นเมืองตรีขึ้นอยู่กับเมืองพิษณุโลก และได้ขนานนามใหม่ให้เหมาะสม กับภูมิประเทศที่มีแหล่งน้ำมาก คือเมือง "โอฆะบุรี" ราวปี พ.ศ.๒๐๐๖ ตอนหลังต่อมาในหนังสือพงศาวดาร เรื่องไทยรบพม่าในสมัย กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เรียกเมืองนี้ว่า "พิจิตร" คงถือเอาตอนสร้างเมืองครั้งที่ ๒ มาเรียก และได้เรียกกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ราวปี พ.ศ.๒๔๑๐ แม่น้ำน่านเดิมเปลี่ยนทางเดิน ซึ่งเดิมไหลผ่านตัวเมืองพิจิตรเก่า เกิดตี้นเขินจึงจำเป็นต้องย้ายเมืองมาตั้ง ณ ที่แห่งใหม่ ที่ตำบลท่าหลวง อำเภอเมือง อันเป็นที่ตั้งเมืองมาจนถึงปัจจุบันนี้
1086-2
หน่วยการปกครอง

การปกครองแบ่งออกเป็น 12 อำเภอ 89 ตำบล 852 หมู่บ้าน
  1. อำเภอเมืองพิจิตร
  2. อำเภอวังทรายพูน
  3. อำเภอโพธิ์ประทับช้าง
  4. อำเภอตะพานหิน
  5. อำเภอบางมูลนาก
  6. อำเภอโพทะเล
  7. อำเภอสามง่าม
  8. อำเภอทับคล้อ
  9. อำเภอสากเหล็ก
  10. อำเภอบึงนาราง
  11. อำเภอดงเจริญ
  12. อำเภอวชิรบารมี
ที่ตั้งอาณาเขต
จังหวัด พิจิตรอยู่ในบริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 15 องศา 50 ลิปดา กับ 16 องศา และเส้นแวงที่ 99 องศา กับ 150 องศา 45 ลิปดาตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 4,531.013 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,831,883 ไร่ มีความกว้างประมาณ 72 กิโลเมตร ความยาวประมาณ 77 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯโดยทางรถยนต์ประมาณ 346 กิโลเมตร และรถไฟระยะทางประมาณ 351 กิโลเมตร
อาณาเขต
ทิศเหนือ                    ติดต่อกับอำเภอบางระกำ และอำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก
ทิศใต้                        ติดต่อกับอำเภอชุมแสง และอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
ทิศตะวันออก               ติดต่อกับอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูณ์
ทิศตะวันตก                 ติดต่อกับอำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์
การปกครอง
       จังหวัด พิจิตรแบ่งการปกครองออกเป็น 12 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอตะพานหิน อำเภอบางมูลนาก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพทะเล อำเภอสามง่าม อำเภอวังทรายพูน อำเภอทับคล้อ อำเภอสากเหล็ก อำเภอดงเจริญ และอำเภอบึงนาง
ลักษณะภูมิประเทศ
โดย ทั่วไปของจังหวัดพิจิตรเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำยม และแม่น้ำน่านไหลผ่าน ทั้ง 2 สายไหลผ่านจังหวัดเกือบเป็นลักษณะเส้นขนานจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ โดยมีแม่น้ำพิจิตร(แม่น้ำเดิม) อยู่ระหว่างกลาง ความยาวของแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านจังหวัดมีระยะทาง 97 กิโลเมตร และความยาวของแม่น้ำยมที่ไหลผ่านจังหวัดมีระยะประมาณ 128 กิโลเมตร
 
 แหล่งน้ำธรรมชาติ จังหวัดพิจิครมีแม่น้ำที่สำคัญไหลผ่าน 3 สายได้แก่
 
 1.  แม่น้ำน่าน มีต้นน้ำจากดอยภูแวในทิวเขาหลวงพระบาง ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอปัว จังหวัดน่าน แม่น้ำน่านไหลผ่านที่ตั้งตัวจังหวัดพิจิตร อำเภอตะพานหิน อำเภอบางมูลนาก และลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ มีความยาวทั้งสิ้น 97 กิโลเมตร มีพื้นที่ในลุ่มน้ำน่านประมาณ 2,602 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,626,250 ไร่
      image005

2.  แม่ย้ำยม  มีต้นกำเนิดในขุนยวมทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอปง จังหวัดเชียงราย แม่น้ำยมไหลผ่านเข้าจังหวัดพิจิตรที่อำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง และอำเภอโพทะเล โดยไหลไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่บ้านเกยชัย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ มีความยาวทั้งสิ้น 124 กิโลเมตร มีพื้นที่ในลุ่มน้ำน่านประมาณ 2,046 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,278,750 ไร่
     220px-Yom_River_in_Phrae_Province
3.  แม่น้ำพิจิตร คือทางเดินเก่าของแม่น้ำน่าน ต้นกำเนิดของแม่น้ำพิจิตรนั้นไหลแยกจากแม่น้ำน่านที่บ้านวังกระดี่ทอง ในท้องที่อำเภอเมืองพิจิตร มีทิศทางการไหลของน้ำอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ สภาพลำน้ำคดเคี้ยว บางแห่งร่องน้ำตื้นเขินและแห้งในฤดูแล้ง เนื่องจากมีฝ่ายกั้นน้ำไว้เป็นช่วงๆ เพื่อสูบขึ้นมาใช้ทำสวนผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะส้มโอในเขตโพธิ์ประทับช้าง
      235715

การประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นภาคการผลิตหลัก รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรม การค้าส่ง การค้าปลีก และการบริการ ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเขียว และการประมง





























วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จังหวัดน่าน

 
24
คำขวัญประจำจังหวัด แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
ดอกไม้ประจำจังหวัด: เสี้ยวดอกขาว (เสี้ยวป่าดอกขาว) (ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia variegata)
fl_6
ต้นไม้ประจำจังหวัด : กำลังพญาเสือโคร่ง, กำลังเสือโคร่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Betula alnoides Buch-Ham.)
tr_26
ประวัติศาสตร์เมืองน่าน 
             
หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในบริเวณจังหวัดน่าน เช่น เครื่องมือหิน กลองสัมฤทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีศพสำหรับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ เป็นเครื่องยืนยันว่าดินแดนนี้มีมนุษย์มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ก่อนสมัย ประวัติศาสตร์ ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ขุนน่าน และ ขุนฟอง ได้นำผู้คนอพยพจากตอนบนของแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานยังที่ราบลุ่มตอนบนของแม่ น้ำน่าน ใกล้กับเทือกเขาดอยภูคา และในปี พ.ศ. 1902 เจ้าพระยาการเมืองย้ายเมืองไปยังเวียงภูเพียงแช่แห้งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ น่านซึ่งไม่ได้ใหญ่กว่าหรืออุดมสมบูรณ์กว่าเมืองปัวแต่ใกล้กับเมืองสุโขทัยมากขึ้น
         
220px-Luang_Poo_Phu_Kha

ในปี พ.ศ. 1911 เจ้าพระยาผากองบุตรของเจ้าพระยาการเมืองได้ย้ายเมืองมายังฝั่งตะวันตกของ แม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นเมืองน่านในปัจจุบัน ตามศิลาจารึกหลักที่ 45 และ 46 ในปี พ.ศ. 1935 ปู่พระยา (เจ้าพระยาผากอง) และพระราชนัดดา (พระมหาธรรมราชาที่ 2 แห่งสุโขทัย) ได้ให้คำสาบานที่จะช่วยเหลือกันและกันในยามสงคราม ความสัมพันธ์ระหว่างน่านและสุโขทัยได้ดำเนินมาจนกระทั่งสุโขทัยผนวกเข้ากับ อยุธยา ในปี พ.ศ. 1981  เมืองน่านมีความสัมพันธ์ติดต่อค้าขายกับนครรัฐเล็กๆ รอบบ้าน เช่น หลวงพระบาง ล้านช้าง และสิบสองปันนา รัฐเหล่านี้มีความร่วมมือทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง ทำการค้าขายกันตามเส้นทางแม่น้ำโขงด้วยคาราวานเกวียน ก่อนหน้าที่น่านจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งชองล้านนาทั้งสองดินแดนมีความ สัมพันธ์กันผ่านการค้าวัวต่าง และเมื่อเชียงใหม่ตกเป็นประเทศราชของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแห่งพม่า ในระหว่างปี พ.ศ.2096-2101 เจ้าพระยาพลเทพรือชัย เจ้าเมืองน่านได้หลบหนีไปยังเมืองหลวงพระบาง และน่านตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าจนกระทั่งสิ้นกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310
         
ดาวน์โหลด

ระหว่างปีพ.ศ. 2101 - 2317 น่านพยายามต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากพม่าหลายครั้ง ในปี พ.ศ. 2246 ถือว่าเป็นช่วงเวลาทุกข์เข็ญ ผู้คนต้องหลบหนีสงครามเข้าป่า บางคนถูกจับเป็นเชลยในพม่า ทั้งเมืองและวัดถูกเผาทำลายลง ในปี พ.ศ. 2331 เจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าหลวงเมืองน่าน หันมาสวามิภักดิ์กรุงเทพฯ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1) เมื่อ พ.ศ.2333 น่านเริ่มนโยบาย "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" มีการอพยพ ชาวไทลื้อจำนวนมากกลับสู่เมืองน่าน
        
 pic_historynan06

ในสมัยรัชกาลที่ 5 กรุงเทพฯถูกคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสได้ก่อให้เกิด การปฏิรูปการปกครองหัวเมืองล้านนา เพื่อรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง ตั้งแต่ พ.ศ.2435 รัฐบาลกลางกรุงเทพฯได้แต่งตั้งข้าหลวงเข้ามาแทนคณะขุนนางผู้ช่วยเจ้า ผู้ครองนครในการบริหารกิจการบ้านเมือง หลังจากเหตุการณ์ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) ไทยต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแก่ฝรั่งเศส เมืองน่านจึงเพิ่มความสำคัญมากขึ้นในฐานะเมืองหน้าด่านติดกับเมืองหลวงพระ บางในลาว ซึ่งเป็นของฝรั่งเศส ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเมืองน่านกับกรุงเทพฯดำเนินไปด้วยดี รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชเป็นพระเจ้า สุริยพงษ์ผริตเดชเพื่อตอบแทนคุณงามความดีที่น่านช่วยกรุงเทพฯในสงครามปราบ กบฏที่เชียงตุง
        
นครเมืองน่านกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 7 หลังจากเจ้ามหาพรหมสุรธาดาเจ้าเมืองน่านองค์สุดท้ายถึงแก่กรรมในปีพ.ศ. 2474 จึงยกเลิกระบบการปกครองโดยเจ้าผู้ครองนครนับแต่นั้นเป็นต้นมา
 
จังหวัดน่าน 

•  น่าน   มีพื้นที่ ๑๑,๔๗๒.๐๗๒ ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ ๗ ล้านไร่เศษ อยู่ห่างจากกรุงเทพ ๖๖๘ กิโลเมตร เป็นเมืองชายแดนแห่งล้านนาตะวันออกอันอุดมไปด้วยวัฒนธรรมที่หลอมรวมจากเทือกเขาสูงถึงพื้นราบ มีความเก่าแก่รุ่นเดียวกับกรุงสุโขทัย มีเจ้าผู้ครองนครสืบต่อกันมา รวมทั้งสิ้น ๖๔ พระองค์ น่านเดิมมีชื่อว่า “นันทบุรี” หรือ “วรนคร” สร้างขึ้นโดยพระยาภคา ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ บริเวณที่ราบตำบลศิลา-เพชร หรือ อำเภอปัวในปัจจุบัน ใน พ.ศ.๑๙๐๒ พระยาการเมืองได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากกรุงสุโขทัย ทรงเลือกดอยภูเพียงแช่แห้ง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพร้อมกับย้ายเมืองมาสร้างใหม่บริเวณเชิงดอย ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๑๙๑๑ แม่น้ำน่านได้เปลี่ยนทิศทาง พระยาผากอง ราชบุตรพระยาการเมือง ได้ย้ายเมืองอีกครั้งมาตั้งที่บ้านห้วยไค้ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองน่านปัจจุบัน

• แม่น้ำน่านเสมือนเส้นเลือดของชาวน่าน มีต้นกำเนิดจากดอยขุนน้ำน่าน ตำบลขุนน่าน อำเภอบ่อเกลือ ซึ่งไหลขึ้นเหนือไปทางอำเภอทุ่งช้าง แล้วไหลลงใต้ไปยังอำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา หลังจากนั้นไหลลงไปยังจังหวัดอื่น คือ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และ พิจิตร จึงไปรวมกับแม่น้ำยมที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ และแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ร้อยละ ๔๐ ของลำน้ำน่านนั้น หล่อเลี้ยงลำน้ำเจ้าพระยา


อาณาเขต


• ทิศเหนือ ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว


• ทิศใต้  ติดต่อกับจังหวัดอุตรดิตถ์


• ทิศตะวันออก  ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว


• ทิศตะวันตก  ติดต่อกับจังหวัดแพร่และจังหวัดพะเยา


การปกครอง

• จังหวัดน่านแบ่งการปกครองออกเป็น ๑๕ อำเภอ ได้แก่  

 อำเภอเมือง
 อำเภอเวียงสา 
อำเภอสันติสุข 
อำเภอแม่จริม 
อำเภอท่าวังผา
 อำเภอบ้านหลวง 
อำเภอนาน้อย
 อำเภอปัว
 อำเภอสองแคว
 อำเภอเชียงกลาง 
อำเภอนาหมื่น
 อำเภอทุ่งช้าง
 อำเภอบ่อเกลือ
 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ
 และอำเภอภูเพียง


การเดินทาง


• รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ ถึงจังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๑๗ จนถึงจังหวัดพิษณุโลกและใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๑ ผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ จากเด่นชัยใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๐๑ ผ่านจังหวัดแพร่ไปจนถึงจังหวัดน่าน รวมระยะทางประมาณ ๖๖๘ กิโลเมตร


• รถโดยสารประจำทาง สถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร ๒ (หมอชิต ๒) มีรถโดยสารประจำทางธรรมดา และปรับอากาศไปจังหวัดน่านทุกวัน


• รถไฟ จากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปลงที่อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ แล้วจึงต่อรถโดยสารประจำทางมาที่จังหวัดน่าน ระยะทาง ๑๔๒ กิโลเมตร


• เครื่องบิน บริษัท พีบี แอร์ มีเที่ยวบินเส้นทาง กรุงเทพฯ-น่าน สอบถามรายละเอียดได้ที่ ๐ ๒๒๖๑ ๐๒๒๐-๕ หรือ www.pbair.com ท่าอากาศยานน่าน โทร. ๐ ๕๔๗๑ ๐๒๗๐
ประว้ติศาสตร์จังหวัดน่าน











วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จังหวัดนครสวรรค์

 
จังหวัดนครสวรรค์


รูปภาพแผนที่

ประวัติความเป็นมาและเหตุการณ์สำคัญ
              
นครสวรรค์ เป็นเมืองโบราณซึ่งสันนิษฐานว่าตั้งขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยมีปรากฏชื่อในศิลาจารึกเรียกว่า เมืองพระบาง เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในการทำศึกสงครามมาทุกสมัย ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงธนบุรีจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ตัวเมืองดั้งเดิมตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาขาด(เขาฤาษี) จรดวัดหัวเมือง(วัดนครสวรรค์) ยังมีเชิงเทินดินเป็นแนวปรากฏอยู่ เมืองพระบาง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองชอนตะวัน เพราะตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และหันหน้าเมืองไปทางแม่น้ำซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกทำให้แสงอาทิตย์ส่องเข้าหน้าเมืองตลอดเวลาแต่ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นชื่อ เมืองนครสวรรค์ เพื่อเป็นศุภนิมิตอันดี
              
นครสวรรค์ มีชื่อเรียกเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาแต่เดิมว่า ปากน้ำโพ โดยปรากฏเรียกกันมาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตามประวัติศาสตร์ในคราวที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กองทัพเรือจากกรุงศรีอยุธยาได้ยกไปรับทัพข้าศึกที่ปากน้ำโพ แต่ต้านทัพข้าศึกไม่ไหวจึงล่าถอยกลับไป

ปากน้ำโพ หรือต้นแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเกิดจากแม่น้ำปิงที่มีสีของน้ำใสหรือคล้ำกับแม่น้ำน่านที่มีสีน้ำขุ่นแดง
              
ที่มาของคำว่า ปากน้ำโพ สันนิษฐานได้ 2 ประการคือ อาจมาจากคำว่า ปากน้ำโผล่ เพราะเป็นที่ปากน้ำปิง ยม และน่าน มาโผล่รวมกันเป็น ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา หรืออีกประการหนึ่ง คือมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ตรงปากน้ำในบริเวณวัดโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งศาลเจ้าพ่อกวนอูในปัจจุบัน จึงเรียกกันว่า ปากน้ำโพธิ์ ก็อาจเป็นได้
              
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงนำพระพุทธรูปชื่อ พระบาง ไปคืนให้เมืองเวียงจันทร์แต่ติดศึกพม่าต้องเอาพระพุทธรูป พระบางมาค้างไว้ที่เมืองนี้ ต่อมาไทยรบทัพจับศึกกับพม่าและปราบหัวเมืองฝ่ายเหนือที่แข็งเมืองยกมาตีกรุงศรีอยุธยา และตอนต้นกรุงเทพฯ กองทัพไทยได้ยกเคลื่อนที่ขึ้นมาเลือกนครสวรรค์ (ที่เคยเป็นโรงทหารเก่าหลังโรงเหล้าปัจจุบัน) เป็นที่ตั้งทัพหลวงแล้วดัดแปลงขุดคูประตูหอรบ จากตะวันตกตลาดสะพานดำไปบ้านสันคูไปถึงทุ่งสันคู เดี๋ยวนี้ยังปรากฏแนวคูอยู่ เมื่อข้าศึกยกลงมาจากทุ่งหนองเบน หนองสังข์ สลกบาตร และตะวันออกเฉียงใต้ของลาดยาวมาเหนือทุ่งสันคู เมื่อฤดูแล้งเป็นที่ดอนขาดน้ำ ถ้าฝนตกน้ำก็หลากเข้ามาอย่างแรงท่วมข้าศึกไทยยกทัพตีตลบหลัง พม่าวิ่งหนีผ่านช่องเขานี้จึงได้ชื่อว่า เขาช่องขาดมาจนบัดนี้
 
เนื่องจากเมืองนครสวรรค์เป็นหัวเมืองชั้นตรีซึ่งปรากฏอยู่ตามกฎหมายเก่าในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ ราว พ.ศ. 2100 ว่าด้วยเรื่องดวงตราประทับหนังสือที่ให้เสนาบดีเจ้ากระทรวงใช้ในราชการ ดังนั้น เมืองนครสวรรค์ จึงมิได้มีบทบาทที่ถูกกล่าวถึงไว้ในประวัติศาสตร์สำคัญของไทยเท่าใดนัก
             
nsnpagoda[2]
เทศกาลการท่องเที่ยวของจังหวัดนครสวรรค์
  
จะมีเทศกาลท่องเที่ยวตลอดทั้งปี โดยเริ่มจาก
             
1. เดือนมกราคม “ ปีใหม่เมืองสี่แคว” ท่านจะตื่นตลึงกับอภิมหาตำนานแผ่นดินต้นแม่น้ำเจ้าพระยาในงานฉลองปีใหม่ กาชาดนครสวรรค์ ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัด ชมการแสดง แสง สี เสียง และสื่อผสม ”แผ่นดินต้นเจ้าพระยา เอกนครานครสวรรค์” กลางลำน้ำเจ้าพระยา ชมการประกวดธิดากาชาด การ
แสดงของเหล่าดารานักร้องชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทย การแสดงสินค้า “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ “
             
2. เดือนกุมภาพันธุ์ “ตรุษจีนแห่มังกร” ท่านจะพบกับบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง “เทศกาลตรุษจีนเมืองนครสวรรค์” ที่ประดับด้วยโคมแดงทั้งเมือง นำสู่ความตื่นตาตื่นใจกับขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ ขบวนแห่รถเจ้าแม่กวนอิม ขบวนแห่นางฟ้าโปรยดอกไม้ ขบวนแห่สิงโต ขบวนแห่มังกร ขบวนแห่เอ็งกอพะบู๊ และขบวนแห่อื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังได้ชมการแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติอีกด้วย
            
  3. เดือนมีนาคม “พักผ่อนบึงบอระเพ็ด” ชมการประกวดอาหาร ห่อหมกใบบัว น้ำพริกลงเรือ ส้มตำไหลบัว การประกวดวาดภาพ ปลาตู้ ปลากัดไทย ปลาทอง ลิ้มรสอาหารปลา ผลิตผลจากบึง สินค้าเกษตร ชมการแข่งขันกีฬาชาวบึง มวยบึง ดำน้ำทน ดำน้ำไกล ถ่อเรือแข่ง พายเรือหมู

บึงบอระเพ็ด สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครสวรรค์

4. เดือนเมษายน “ปลารสเด็ดปากน้ำโพ” เชิญลิ้มรส ปลาสดๆนานาพันธุ์ จากแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำเจ้าพระยา บึงบอระเพ็ด อาทิเช่น ปลาทอด ปลานึ่ง แป๊ะซะ ปลาอบฟาง ทอดมันปลากราย ลูกชิ้นปลากราย ซึ่งเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนครสวรรค์
            
  5. เดือนพฤษภาคม “มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับเมืองร้อน” ท่านจะได้พบกับการแสดงและประกวดกล้วยไม้นานาพันธุ์ การประกวดจัดสวนกล้วยไม้ การประกวดสี การประกวดหยก โป๊ยเซียน การประกวดชวนชม แค๊ทตัส และโกสน ซึ่งเป็นการจัดบอนไซ ไม้ดัด บอน มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับเมืองร้อนที่ยิ่งใหญ่
              
6. เดือนมิถุนายน “ปีนเขาหน่อรอนางพันธุรัตน์” พาท่านไปชมป่าหินที่สวยที่สุดในนครสวรรค์สัมผัสกับลานลั่นทมอายุนับร้อยปี ชมการแข่งขันไต่เขา เข้าสู่ตำนานพื้นบ้านพระสังข์ทอง สัมผัสนางพันธุรัตน์และฝูงลิงป่าจำนวนมาก ยามเย็นใกล้พลบค่ำ ท่านจะละลานตากับฝูงค้างคาวจำนวนนับล้านตัวโบยบินออกหากินมองเห็นเป็นสายสีดำพริ้วไปมาบนท้องฟ้าเป็นทางยาวสวยงามมาก
             
7. เดือนกรกฎาคม “เที่ยวทุ่งหินเทิน” ชมทุ่งหญ้าเชิงเขาที่มีกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ ตั้งวางซ้อนกันในลักษณะสัมผัสกันเล็กน้อย ซึ่งนับว่าเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์เป็นสวนหินธรรมชาติ ที่สวยงามและแปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก ชมการทำผ้าทอย้อมสีธรรมชาติ และเลือกซื้อผ้าพื้นเมืองจากกลุ่มแม่บ้าน
             
8. เดือนสิงหาคม “ตามรอยพระยุคลบาทเสด็จประพาสต้น” การลงเรือล่องแพตามเส้นทางเสด็จประพาสต้นของพระพุทธเจ้าหลวง ในรัชกาลที่ 5 ที่เสด็จประพาสต้นในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อ พ.ศ. 2449 โดยนำท่านเข้าบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบ Package Tour ซึ่งท่านจะได้ตามรอยพระพุทธบาท ได้ชื่นชมภาพประวัติศาสตร์และพระราชกรณียกิจในการเสด็จประพาสต้นแล้วยังจะได้ลิ้มรสอาหารรสเด็ดปากน้ำโพและดื่มด่ำกับสภาพธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถเก่าวัดเกาะหงส์ชมศิลปะล้ำค่าของวัดพระปรางค์เหลือง
             
  9. เดือนกันยายน “ท่องป่าไพศาลี” การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ด้วยการเดินป่าศึกษาธรรมชาติท่านจะได้สัมผัสกับน้ำตกซับสมบูรณ์ที่สวยงามแฝงอยู่ท่ามกลางแมกไม้เป็นน้ำที่ไหลลงมาตามร่องเขาโลมนาง ลักษณะน้ำตกจำนวน 7 ชั้น ขนาดใหญ่ 4 ชั้น เป็นแก่งเล็กๆ 3 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพได้กว้างไกล สวยงาม จึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความท้าทาย ซึ่งท่านจะได้รับความประทับใจจนยากที่จะลืมเลือนได้
              
10. เดือนตุลาคม “ประเพณีทางน้ำ” ชมการจัดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวปากน้ำโพที่อาศัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นที่อาศัยเลี้ยงชีพอย่างต่อเนื่องกันมานับร้อยๆปี ชมการแข่งขันเรือยาวจากทั่วประเทศและการแข่งขันกองเชียร์จากตำบลต่างๆ
viewnan[1]
แม่น้ำปิงไหลผ่านตัวเมืองนครสวรรค์ก่อนบรรจบกับแม่น้ำน่านกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา
             
11. เดือนพฤศจิกายน “ลอยกระทงสายพายเรือดูนกน้ำ” ประเพณีลอยกระทงที่ยิ่งใหญ่ตระการตาท่านจะได้ชมขบวนแห่กระทงและการแข่งขันทำกระทงครอบครัวเพื่อเป็นการปลูกฝังความรัก ความสามัคคี ความอบอุ่นให้เกิดขึ้นภายในครอบครัวและที่งดงามอย่างยิ่งคือท่านจะได้ร่วมลอยกระทงสายโดยกระทงจะลอยตามกันไปเป็นสายยาวนับร้อย นับพันไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา มีความงดงามอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังได้สัมผัสกับบึงบอระเพ็ดบึงธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยวิธีการพายเรือชมดอกบัวนานาพันธุ์ รวมทั้งฝึกภาคปฏิบัติ วิธีใช้กล้องดูนก และรู้จักนกพันธุ์ต่างๆ จากชมรมดูนกบึงบอระเพ็ด
              
12. เดือนธันวาคม “ขอพรหลวงพ่อพรหม ชมเมืองจันเสน” ขอเชิญท่านนมัสการ “หลวงพ่อพรหม” เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและเชิญชมการประกวดพระเครื่องหลวงพ่อพรหม ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองสี่แคว จะพาท่านสัมผัสกับคุณค่าแห่งประวัติศาสตร์ของซากเมืองโบราณสมัยฟูนัน สุวรรณภูมิและทวาราวดี สิ่งของโบราณที่ประเมินค่าไม่ได้กว่า 5,000 ชิ้นทั้งเครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับ ตุ๊กตา ซึ่งได้ถูกรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์ “จันเสน” สัมผัสกับความงามของถ้ำจำนวนมากมาย มีทั้งหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกๆ ผนังถ้ำมีลักษณะเป็นกากเพชรเมื่อมีแสงกระทบจะเป็นประกายสวยงามมาก หลังจากนั้นจะพาท่านไปชมชิมส้มรสชาดอร่อยซึ่งมีนับพันไร่ และชิมอาหารอร่อยของเมืองตาคลี ซื้อของฝากผลิตภัณฑ์จากกะลา ผ้าทอจันเสนลายโบราณที่สืบทอดมานับร้อยปี
nsnpagoda[2]
อุทยานสวรรค์ สถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองนครสวรรค์

ของฝากเมืองนครสวรรค์
 
1. ขนมเปี๊ยะนมสด(ขนมโมจิ) เป็นขนมที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครสวรรค์ มีร้านขายขนมโมจิหลายร้านในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมซื้อเป็นของฝากจากจังหวัดนครสวรรค์
             
2. ผลิตภัณฑ์งาช้างแกะสลัก ที่อำเภอพยุหะคีรี เป็นงานฝีมือที่น่าสนใจมาก มีทั้งเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ไปจนถึงพระพุทธรูปและงาช้างแกะสลักทั้งอัน ในอำเภอพยุหะคีรีมีอยู่หลายร้าน
            
 3. ผลิตภัณฑ์หินอ่อน มีผลิตเป็นของที่ระลึก เช่น แจกัน ที่เขี่ยบุหรี่ ที่เสียบปากกา ขัน มีร้านอยู่บริเวณเชิงเขากบ
             
4. กุนเชียง มีชื่อทั้งกุนเชียงหมู และกุนเชียงไก่ มีร้านขายอยู่ถนนจุฬามณี
             
5. เครื่องจักรสาน เครื่องใช้ในครัวเรือน ของที่ระลึกเครื่องประดับตกแต่ง มีอยู่บริเวณบ้านกลางแดด
ต. กลางแดด อ. เมือง จ.นครสวรรค์
             
6. แหนมเนื้อ มีทั้งประเภทห่อใบตอง และใส่หลอดพลาสติกเป็นแท่งๆ มีร้านขายอยู่บริเวณสวรรค์วิถี
             
7. น้ำผึ้ง จากตัวเมืองนครสวรรค์-อุทัยธานี ระยะทางราว 10 กิโลเมตร เศษ จะมีเพิงของชาวบ้านตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ขายรังผึ้ง (ผึ้งขนาดเล็กที่เรียกว่าตัวมิ้ม) และน้ำผึ้งซึ่งได้มาจากป่าแถบเขาทองและเขาโยง หลังหมู่บ้านแถบนั้น

อาณาเขตติดต่อ

ทางทิศเหนือ         ติดต่อกับ จังหวัดพิจิตร จ.กำแพงเพชร
ทางทิศใต้             ติดต่อกับ จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชัยนาท
ทางทิศตะวันออก   ติดต่อกับ จังหวัดเพชรบูรณ์
ทิศตะวันตก           ติดต่อกับ จังหวัดตาก จังหวัดอุทัยธานี


แบ่งเขตการปกครองเป็น 15 อำเภอ

อำเภอเมืองนครสวรรค์    อำเภอเก้าเลี้ยว       อำเภอโกรกพระ
อำเภอชุมแสง                อำเภอตากฟ้า         อำเภอตาคลี
อำเภอท่าตะโก              อำเภอบรรพตพิสัย   อำเภอพยุหะคีรี
อำเภอไพศาลี               อำเภอลาดยาว        อำเภอหนองบัว
อำเภอแม่วงก์                กิ่งอำเภอชุมตาบง    อำเภอแม่เปิน

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จังหวัดตาก

  map_9-tak
การตั้งถิ่นฐาน

สภาพทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดตากเอื้ออำนวยต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบบนเทือกเขาถนนธงชัย ในเส้นทางตาก - แม่สอด มีอยู่เป็นจำนวนมากและหลายชนิด มีแหล่งโบราณคดีไม่น้อยกว่าห้าแห่งคือ


แหล่งโบราณคดีดอยมณฑา  อยู่ที่บ้านห้วยปลาหลด ตำบลพระวอ พบเศษภาชนะดินเผา แหวนสำริด ปลอกสำริด ไหบรจุกระดูกเผาไฟ


แหล่งโบราณคดีดอยส้มป่อย  อยู่ที่บ้านมูเซอร์ส้มป่อย อำเภอแม่สอด พบเศษภาชนะดินเผาแบบเคลือบและไม่เคลือบผิว เครื่องมือเหล็ก เครื่องประดับทำด้วยสำริด และลูกแก้ว เครื่องมือสะกัดหิน


แหล่งโบราณคดีดอยมะขามป้อม ๑,๒  อยู่ที่บ้านปลากด ในเขตอุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่ ตำบลพะวอ พบเศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ แบบเคลือบ และแบบไม่เคลือบผิว เครื่องมือหินรูปขวาน เศษชามเซลาดอนจีน เวียดนาม มีลายเขียนสี วัตถุสำริดและเครื่องมือเหล็กชนิดต่าง ๆ มีด ดาบ สิ่ว ลิ่ม เสียม และหอก


แหล่งโบราณคดีดอนสระกลี  อยู่ในตำบลแม่ท้อ อำเภอเมือง ฯ พบเศษภาชนะดินเผา ทั้งชนิดที่มีลายขูดขีดและผิวเรียบมัน เศษชามเคลือบไทย เครื่องเซลาดอนจีน เวียดนาม เครื่องกะเทาะหิน เศษภาชนะสำริด เครื่องมือเหล็ก
                

เมืองเก่าห้วยลึก

สันนิษฐานว่า แหล่งโบราณคดีเหล่านี้ เคยมีมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่อาศัยอยู่ โดยมีการใช้ขวานหินขัด และภาชนะดินเผา และอาจเป็นแหล่งฝังศพมีการฝังถ้วยชาม และเครื่องเหล็กลงไปในสมัยประวัติศาสตร์ นอกจากนี้แหล่งโบราณคดีน่าจะเกี่ยวข้องกับเส้นทางเดินทัพของไทย และพม่าในสมัยอยุธยา โดยผ่านด่านแม่ละเมา จากโบราณวัตถุที่ขุดพบประเภทอาวุธเหล็ก ใบหอก และมีดดาบ เป็นต้น


ลำดับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์


สมัยก่อนกรุงสุโขทัย  ตากเป็นเมืองที่สร้างขึ้นก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่บนดอยเล็กๆ ลูกหนึ่ง ที่หมู่บ้านท่าพระธาตุ ตำบลเกาะตะเภา อำเภอบ้านตาก อยู่ห่างจากแม่น้ำปิงไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๔๐๐ เมตร สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า เดิมเป็นเมืองที่พวกมอญสร้างไว้ เพราะอยู่ทางฝั่งตะวันตก (ฝั่งขวา) ของแม่น้ำปิงและอยู่ตรงปากน้ำวัง ไปเมืองนครลำปาง เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญในสมัยนั้น
          
 ในหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยของพระบริหารเทพธานี ได้กล่าวถึงความสำคัญของเมืองตาก โดยผูกเรื่องจากเรื่องราวในตำนานว่า เดิมเคยเป็นเมืองราชธานีของแคว้นเหนือมาก่อน ต่อมาในสมัยพระยากาฬวรรณดิษได้ย้ายจากเมืองตากไปครองเมืองละโว้ เมืองตากจึงถูกทิ้งเป็นเมืองร้าง ต่อมาเมื่อพระนางจามเทวีเสด็จไปครองเมืองหริภุญไชย เมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๒๐๐  พระนางจามเทวีได้บูระณะเมืองตากขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ดอยอุ้มผาง

อยุธยา  ในสมัยอยุธยาตอนต้น ไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับเมืองตาก จนกระทั่งในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ทางพม่ามีกษัตริย์พระนามพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ร่วมกับเชื้อพระวงศ์องค์หนึ่งพระนามว่า บุเรงนอง ทั้งสองพระองค์ได้ทำสงครามแผ่อาณาจักรให้กว้างขวาง ยกกองทัพไปปราบปรามได้เมืองมอญ และไทยใหญ่ไว้ในอำนาจได้ทั้งสิ้น เมื่อทราบว่าเกิดจลาจลในกรุงศรีอยุธยา และผลัดแผ่นดินใหม่ เห็นว่าจะตีกรุงศรีอยุธยาไว้เป็นเมืองขึ้นเพิ่มขึ้นอีก จึงให้เกณฑ์กองทัพมาตั้งประชุมพลที่เมืองเมาะตะมะ แล้วยกทัพมาถึงชานกรุงศรีอยุธยา พม่าล้อมพระนครอยู่จนได้ข่าว พระมหาธรรมราชายกทัพจากเมืองพิษณุโลกมาช่วย พม่าเกรงจะถูกตีกระหนาบจึงเลิกทัพกลับไป แต่ไม่ไปทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยกทัพเข้ามา แต่ให้ยกทัพไปทางเหนือ ออกไปทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก
           
การส่งครามได้ว่างเว้นมาเป็นเวลา ๑๕ ปี ทางพม่าเมื่อสิ้นพระเจ้าตะเบงชเวตี้แล้ว บุเรงนองได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พระนามว่าพระเจ้าหงสาวดี เมื่อปี พ.ศ.๒๐๙๖ ได้เริ่มทำสงครามแผ่นอาณาจักรตลอดมาเป็นเวลาสิบปีจนได้ประเทศน้อยใหญ่ที่มีอาณาเขตติดต่อกับพม่าไว้ได้หมดสิ้น จากนั้นก็หาเหตุยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา และได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๑๐๖
          
 ในสงครามครั้งนั้น กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งฝ่ายพม่าได้คุมกองเรือลำเลียงเสบียงอาหาร ลงมาบรรจบกับทัพหลวงของพม่าที่เมืองตาก แล้วลาดตระเวณหาเสบียงอาหารในเขตเมืองตากสำหรับใช้ในกองทัพต่อไป
          
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกกองทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา เข้าตีหัวเมืองต่าง ๆ ทางเหนือรายทางลงมา ได้รบกับเมืองใหญ่ ๆ หลายเมืองเช่นพิษณุโลก กำแพงเพชร สุโขทัย แต่ไม่ปรากฎว่าเมืองตากได้มีการสู้รบกับกองทัพพม่า ทั้งนี้คงเนื่องจากเมืองตากเก่า ตั้งอยู่เหนือด่านแม่ละเมาขึ้นไปมาก ทัพพม่าจึงไม่จำเป็นตัองอ้อมขึ้นไปตีเมืองตาก ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๓๐ กิโลเมตร คงเดินทัพตัดตรงเข้ามายังบ้านป่ามะม่วง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านระแหง แล้วเดินทัพไปทางทิศตะวันออก เข้าตีเมืองสุโขทัย และเมืองพิษณุโลกทางหนึ่ง อีกทัพหนึ่งแยกลงไปทางใต้เข้าตีเมืองกำแพงเพชรและเมืองนครสวรรค์แล้วรวมกำลังเข้าตีกรุงศรีอยุธยาต่อไป
          
 จากศึกพม่าครั้งนี้ทำให้ฝ่ายไทยคิดเห็นว่าตัวเมืองตากเก่าตั้งอยู่ลึกเข้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมาก กองทัพพม่าซึ่งยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา สามารถเดินทัพเข้ามาได้อย่างสะดวก จึงได้ย้ายตัวเมืองตากลงมาตั้ง ณ ที่ซึ่งพม่าต้องเดินทัพผ่านคือที่บ้านป่ามะม่วง การย้ายเมืองตากดังกล่าว คงจะย้ายในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาภายหลังที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสระภาพแล้ว
          
 เมืองตากที่ย้ายมาตั้งที่บ้านป่ามะม่วง มิใช่แต่เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับป้องกันกองทัพพม่าที่จะยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมาเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่กองทัพใช้เป็นที่ชุมนุมมพลในการยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ด้วย ดังเช่นที่ปรากฎในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
          
 หลังรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไทยว่างเว้นการทำสงครามกับพม่าประมาณ ๑๕๐ ปี เมืองตากก็อยู่มาด้วยความสงบสุขจนถึง พ.ศ.๒๓๐๘ กองทัพพม่ายกมาทางเมืองเชียงใหม่ได้เข้าตีเมืองจากด้วย เมืองตากได้ต่อสู้ต้านทานพม่าเพียงเมืองเดียวจากในบรรดาหัวเมืองเหนืออื่น ๆ เช่นเมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองพิชัย เมืองกำแพงเพชรและเมืองนครสวรรค์ ผลจากการสู้รบในครั้งนั้นพม่าตีเมืองได้ บ้านเมืองถูกเผาผลาญทำลายไปหมดสิ้น เมืองตากจึงกลายเป็นเมืองร้างจนถึงสมัยกรุงธนบุรี


สมัยธนบุรี  ในปี พ.ศ.๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จไปตีได้เมืองพิษณุโลก และเมืองฝาง แล้ววทรงจัดการปกครองหัวเมืองเหนือทั้งปวง โดยทรงตั้งเจ้าเมืองไปปกครองเมืองเหนือใหม่ทุกเมือง เมืองตากจึงมีเจ้าเมืองมาปกครองโดยขึ้นกับเมืองเชียงใหม่ ครั้งนั้นพลเมืองตากคงเหลืออยู่ไม่มากนัก ประมาณ ว่าคงไม่ถึง ๑,๐๐๐ คน
           
ในปี พ.ศ.๒๓๑๗ เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะทรงยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง และในเวลาใกล้ ๆ กันก็ได้รบกับกองทัพพม่า ที่ยกติดตามครัวมอญเข้ามาทางด่านแม่ละเมา ในครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ตรัสสั่งให้พระยากำ แหงวิชิต คุมกำลัง ๒,๐๐๐ คน คอยตั้งรับครัวมอญอยู่ที่บ้านระแหง แขวงเมืองตากทางหนึ่ง และให้พระยายมราช (แขก) คุมกำลังไปตั้งขัดตาทัพอยู่ที่ท่าดินแดงในลำน้ำไทรโยค คอยรับครัวมอญที่จะเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์อีกทางหนึ่ง
          
 เมื่อตีเมืองเชียงใหม่ได้แล้ว ทรงทราบข่าวว่ามีกองทัพพม่ายกล่วงด่านแม่ละเมาเข้ามาในแดนเมืองตาก จึงรีบเสด็จลงมาถึงท่าเมืองตาก ตรัสสั่งให้หลวงมหาเทพ กับจมื่นไวยวรนาถคุมทหาร ๒,๐๐๐ คน ยกไปตีกองทัพพม่า พม่าถอยหนีไป มีรับสั่งให้พระยากำแหงวิชิตรีบยกองทัพไปก้าวสกัดตัดหลังกองทัพพม่า ที่ยกตนเข้ามาทางด่านแม่ละเมาให้ถอยหนีไปโดยสิ้นเชิง
          
 ในปี พ.ศ.๒๓๑๘ อะแซหวุ่นกี้ ยกกองทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทย กองทัพพม่าเดินทัพผ่านด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก เจ้าเมืองตากเห็นว่ากำลังไพร่พลมีน้อย ไม่สามารถต่อสู้กับกองทัพใหญ่ของอะแซหวุ่นกี้ได้ จึงได้อพยพครอบครัวราษฎรหลบหนีออกจากเมืองจากไป กองทัพพม่าจึงยกจากเมืองตากไปทางบ้านด่านลานหอย ตรงไปยังเมืองสุโขทัยและพิษณุโลก
          
 เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองตาก ราษฎรนิยมเรียกชื่อว่า พระยาตาก ซึ่งเป็นที่มาของพระนามที่เรียกกันเป็นสามัญว่า พระเจ้าตาก พระองค์ได้ทรงสร้างตำหนักเรียกว่า ตำหนักสวนมะม่วง ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังคงอยู่ในตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมือง ฯ อยู่ทางฝั่งตะวันตก (ฝั่งขวา) ของแม่น้ำปิง ตรงข้ามศาลากลางจังหวัดตากในปัจจุบัน


น้ำตกทีลอซู[

สมัยรัตนโกสินทร์  ในปี พ.ศ.๒๓๒๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า ยกกองทัพมาทำสงครามกับไทย หลายทิศทางเป็นจำนวนถึงเก้าทัพ กองทัพที่เก้ามีออซองนรธา เป็นแม่ทัพยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก แล้วข้ามฟากไปตั้งอยู่ที่บ้านระแหง เมื่อทราบว่ากองทัพพม่าที่ปากพิงถูกตีแตกถอยไปแล้ว และทราบว่ากองทัพไทยได้ยกขึ้นมาถึงเมืองกำแพงเพชร จึงรีบถอยทัพกลับไปทางด่านแม่ละเมา
           
หลังสงครามเก้าทัพแล้ว เมืองตากก็ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นอะไรอีก ชาวเมืองตากที่อพยพหนีข้าศึกไปก็ค่อย ๆ กลับเข้ามาอยู่ในเมืองตากต่อไปตามเดิม
           
นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์มีพระราชดำริเห็นว่า ตัวเมืองตากเดิมเอาแม่น้ำปิงไว้ข้างหลัง ในเวลาถอยทัพย่อมลำบาก จึงโปรดให้ย้ายตัวเมืองตากจากที่เดิมมาตั้งใหม่ที่บ้านระแหง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเมืองตาก ที่บ้านป่ามะม่วง ตัวเมืองใหม่จึงอยู่ทางฝั่งตะวันออก (ฝั่งซ้าย) ของแม่น้ำปิง

อาณาเขต

จังหวัดตาก เป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคเหนือตอนล่าง มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดอื่นๆ ดังนี้
  • ทางตะวันออก ติดกับจังหวัดสุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี
  • ทางใต้ ติดกับ  จังหวัดกาญจนบุรี
  • ทางตะวันตก ติดกับ รัฐกะเหรี่ยง สหภาพพม่า โดยมีแม่น้ำสายสำคัญแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า ซึ่งก็คือแม่น้ำเมย
  • ทางเหนือ ติดกับ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง
พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเป็นป่าไม้และภูเขาสูง โดยเฉพาะพื้นที่ทางด้านตะวันตก

การปกครองแบ่งออกเป็น 9 อำเภอ 63 ตำบล 493 หมู่บ้าน
  1. อำเภอเมืองตาก
  2. อำเภอแม่สอด
  3. อำเภอบ้านตาก
  4. อำเภอสามเงา
  5. อำเภอแม่ระมาด
  6. อำเภอท่าสองยาง
  7. อำเภอพบพระ
  8. อำเภออุ้มผาง
  9. อำเภอวังเจ้า
เขื่อนภูมิพล

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ

สำนักงานจังหวัดตาก โทร. 0 5551 1546

ประชาสัมพันธ์จังหวัดตาก โทร. 0 5551 3584

ที่ว่าการอำเภอเมืองตาก โทร. 0 5551 1007

ที่ว่าการอำเภอแม่สอด โทร. 0 5553 1077

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดตาก โทร. 0 5553 1596

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และอนุรักษ์อุ้มผาง โทร. 0 5556 1338 

สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตาก โทร. 0 5551 2191

สถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่สอด โทร. 0 5553 1122,0 5553 1130

สถานีตำรวจภูธรอำเภออุ้มผาง โทร. 0 5556 1011, 0 5556 1112

สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 ฝ่ายปฏิบัติการ 6 (ตาก) โทร. 0 5553 1385  โทรสาร 0 5553 5505

กองตรวจคนเข้าเมืองตาก โทร. 0 5556 3002-4 ตรวจทางหลวง โทร. 0 5551 1340

โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โทร. 0 5551 1024-5, 0 5551 3983

โรงพยาบาลแม่สอด โทร. 0 5553 1224, 0 5553 1229

สถานีเดินรถโดยสารประจำทาง โทร. 0 5551 1057








จังหวัดกำแพงเพชร




ประวัติศาสตร์ จังหวัดกำแพงเพชร


เมืองโบราณบริเวณลุ่มแม่น้ำปิงคือ เมืองแปบ เมืองเทพนคร เมืองไตรตรึงษ์ เมือพาน เมืองคนที เมืองนครชุม เมืองชากังราว เมืองพังคา เมืองโกสัมพี เมืองรอ เมืองแสนตอ เมืองพงซังซา และบ้านคลองเมือง ล้วนตั้งอยู่ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร แสดงว่าเมืองกำแพงเพชรเป็นเมืองโบราณมาก่อนสมัยประวัติศาสตร์ไทยจะเริ่มขึ้น เมืองที่ตั้งในยุคแรก ๆ น่าจะเป็นเมือง-แปบ ซึ่งไม่มีกล่าวอยู่ในจารึก แต่มีตำนานเล่าว่าเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ฝั่งนครชุมบริเวณตรงข้ามกับ เมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน และระหว่างสะพานกำแพงเพชรกับวัดพระบรมธาตุเจดียาราม เคยมีเจดีย์ขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกบริเวณดังกล่าวว่า วังแปบ อาจเป็นที่ตั้งเมืองแปบก็ได้

นอกจากนี้ เมืองกำแพงเพชรยังเป็นศูนย์กลางการค้าทั้งทางบกและทางน้ำที่สำคัญ ทางบกมีถนนพระร่วง เป็นเส้นทางในการลำเลียงสินค้าและอาวุธจากเมืองกำแพงเพชรไปยังกรุงสุโขทัย และจากกรุงสุโขทัยไปยังเมืองศรีสัชนาลัย ส่วนทางน้ำอาศัยแม่น้ำปิงและแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าไปยังกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้การค้าของป่าจากเมืองกำแพงเพชรก็นับว่ามีความสำคัญมาก มีหลักฐานเอกสารฮอลันดาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่า ฮอลันดาได้ปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาและบังคับไทยให้ชนชาติฮอลันดาเป็นชาติเดียว ที่ค้าขายหนังกวางที่เมืองกำแพงเพชร กล่าวได้ว่าเมืองกำแพงเพชรในอดีตมีความสำคัญทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีมาช้านาน เมื่อบรรดาเมืองโบราณในเขตลุ่มแม่น้ำปิงกลายเป็นเมือง-ร้าง จะด้วยสาเหตุจากศึกสงครามหรือภัยธรรมชาติก็ตาม ผู้คนจากเมืองดังกล่าวได้มารวมกันในเมืองใหญ่อย่างเมืองกำแพงเพชร สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระวินิจฉัยว่า เมืองชากังราวเป็นชื่อเก่าของนครชุม ตั้งอยู่บริเวณปากคลองสวมหมวกทางฝั่งขวาของแม่น้ำปิง ซึ่งต่อมามีการย้ายเมืองมาตั้งใหม่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำปิง ตรงข้ามกับเมืองนครชุมเดิมชื่อว่า กำแพงเพชร แนวคิดนี้เป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายที่สุด

ชุมชนดั้งเดิมชุมชนเขากะล่อน ชนยุคหินของเมืองกำแพงเพชร

เขากะล่อน เป็นเทือกเขาดินและเขาลูกรังที่เป็นแนวต่อเนื่องกันสามลูก ทางทิศเหนือและทิศใต้อยู่ที่บ้านหาดชะอม ตำบลป่าพุทรา อำเภอขาณุวรลักษบุรี ห่างจากแม่น้ำปิงทางทิศตะวันออกประมาณ ๒ กิโลเมตร จากการขุดค้นที่เชิงเขาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก เช่น ขวานหินขัด หัวธนูหิน กำไลหิน ลูกปัดหิน และเศษภาชนะดินเผารูปทรงต่าง ๆ เมื่อมีการไถดินดำนาประมาณ ๑ เมตรก่อนถึงลูกรังได้พบขวานหินขัดเป็นจำนวนมาก ที่ยังทำไม่เสร็จหลายร้อยชิ้น พบหัวธนูหิน กำไลหิน ลูกปัดหิน ภาชนะดินเผาทรงพานที่ค่อนข้างสมบูรณ์เป็นจำนวนมาก และยังพบหินลับมีดและจักรหินด้วย จากการสำรวจของกรมศิลปากรที่บ้านหนองกอง ตำบลนาบ่อคำ อำเภอเมือง ฯ พบแร่-ทองคำซึ่งเป็นโลหะที่นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ ต่อมาได้พบหลักฐานทางโบราณคดีทุกเมืองในชุมชนแถบลุ่มน้ำปิงทั้งสองฝั่ง โบราณวัตถุที่พบในแหล่งโบราณคดี เช่น ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน ตะเกียงดินเผา เครื่องสำริด ตะกรันขี้แร่ เศษภาชนะดินเผาจำนวนมาก เป็นหลักฐานว่าเมือง-กำแพงเพชรเป็นเมืองเก่าก่อนประวัติศาสตร์ เป็นที่อยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่ มีอายุอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐ - ๑,๐๐๐ ปี


กำแพงเพชรสมัยประวัติศาสตร์ 

จากตำนานสิงหนวัติกุมาร มีว่าพระเจ้าพรหมโอรสพระเจ้าพังคราช ขณะพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้ยกกองทัพขับไล่ขอมดำมาถึงเมืองกำแพงเพชร อันเป็นดินแดนลวรัฐเก่า พระอินทร์เกรงว่าผู้คนจะล้มตาย จึงเนรมิตกำแพงขวางกันไว้ ไม่ให้พระเจ้าพรหมผ่านไปได้จึงเรียกกำแพงที่เนรมิตนั้นว่า กำแพงเพชร ต่อมาพระเจ้าชัยศิริ โอรสพระเจ้าพรหม มีข้าศึกชาวมอญจากเมืองสุ-ธรรมดียกกองทัพมารุกราน พระเจ้าชัยศิริอพยพไพร่พลลงมาที่เมืองกำแพงเพชร สร้างเมือง-กำแพงเพชรเป็นราชธานี

กำแพงเพชรสมัยทวาราวดี
เมืองโบราณของกำแพงเพชรพบหลักฐานแสดงว่า เป็นเมืองเก่าในสมัยทวารวดี ต่อเนื่องมาถึงสมัยสุโขทัยคือ เมืองไตรตรึงษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านวังพระธาตุ ห่างจากตัวจังหวัดไปทางใต้ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ตามถนนสายเอเชีย เป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมกว้าง ๘๐๐ เมตร ยาว ๘๔๐ เมตร อยู่ติดแม่น้ำปิงฝั่งขวาตรงข้ามเมืองเทพนคร มีกำแพงดินล้อมรอบสามชั้น จากการขุดค้นภายในบริเวณเมืองพบเศษภาชนะ-ดินเผา ตะกรันขี้เหล็กจำนวนมาก พบตะเกียงดินเผาสมัยทวาราวดี จึงสันนิษฐานว่าเมืองนี้น่าจะพัฒนามาตั้งแต่สมัยทวารวดีหรือก่อนหน้านั้น เมืองโบราณที่บ้านคลองเมือง ตั้งอยู่ที่บ้านคลองเมือง ตำบลโกสัมพี กิ่งอำเภอโกสัมพีนคร มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ มีคูน้ำ คันดินล้อมรอบ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐๐ - ๔๐๐ เมตร พบเครื่องมือหินขัด แวดินเผา เบ้าดินเผา ลูกปัดแก้ว ลูกปัดแร่อะเกต คานีเลียน เครื่องสำริด เครื่องมือเหล็ก ตะเกียงดินเผา ตะกรันขี้แร่และเศษภาชนะดินเผา แสดงว่าเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี

กำแพงเพชรสมัยสุโขทัย

จารึกหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง) พ.ศ.๑๘๓๕ กล่าวถึงเมืองคนที ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร ห่างลงไปทางใต้ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่ในสมัยสุโขทัย ในสมัยอยุธยาเป็นเมืองร้างและเปลี่ยนสภาพเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีผู้พบซากเจดีย์ร้างอยู่เป็นจำนวนมาก จารึกหลักที่ ๓ (ศิลาจารึกนครชุม) พ.ศ.๑๙๐๐ มีความตอนหนึ่งว่า พระยาฤาไท เอาพระ-ศรีรัตนมหาธาตุมาสถาปนาใน เมืองนครชุม แสดงว่าเมืองนครชุมเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในสมัยสุโขทัย เมืองนครชุมเป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำปิง ในเขตตำบลนครชุม บริเวณปากคลองสวนหมาก ตรงข้ามกับเมือง

กำแพงเพชรโบราณ ลักษณะตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง ๔๐๐ เมตร ยาว ๒,๙๐๐ เมตร ยาวไปตามลำน้ำแม่ปิง มีวัดพระมหาธาตุเป็นศูนย์กลาง เมือง-นครชุมพังลงแม่น้ำปิงไปแล้วสามส่วน จารึกนครชุมได้กล่าวถึง เมืองบางพาน ซึ่งเป็นเมืองซึ่งเป็นเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งในสุโขทัย สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า อยู่ในเขตอำเภอพรานกระต่าย ปัจจุบันมีหมู่บ้านชื่อ วังพาน ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย ตัวเมืองมีลักษณะเป็นรูปเกือกกลม มีคูคันดินล้อมรอบ ภายในเมืองและนอกเมืองโดยเฉพาะบริเวณเขานางทอง พบซากโบราณสถาน และโบราณวัตถุสมัยสุโขทัยจำนวนมาก เรื่องของเมืองบางพานมีการกล่าวกถึงในศิลาจารึกหลาย-ครั้ง ในสมัยสุโขทัยสันนิษฐานว่าเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างเมืองกำแพงเพชรกับสุโขทัย จากจารึกหลักที่ ๓ พ.ศ.๒๐๕๓ ได้กล่าวถึงเมืองพานว่า มีการซ่อมแซมถนนจากเมือง-กำแพงเพชรไปถึงบางพาน อีกตอนหนึ่งกล่าวถึงการซ่อมแซมท่อปู่พระยาร่วงที่นำน้ำไปทำนาที่บางพาน แสดงว่าเมืองนี้เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ นอกจากนั้นถนนพระร่วง

ก็ได้ตัดผ่านเมืองบางพาน ปัจจุบันเมืองบางพานเป็นเมืองร้างแทบไม่มีหลักฐานใดเหลืออยู่เลย จากจารึกหลักที่ ๘ ได้บันทึกเหตุการณ์ระหว่างปี พ.ศ.๑๙๐๒ - ๑๙๑๑ กล่าวถึงเมืองขึ้นของกรุงสุโขทัย โดยกล่าวถึงเมืองชากังราว เมืองพระนครชุม เมืองพาน จากหนังสือชินกาลบาลีปกรณ์ พงศาวดารโยนกและตำนานพระพุทธสิหิงค์ กล่าวไว้ตรงกันว่า ติปัญญาอำมาตย์ (พระยาญาณดิส) เป็นเชื้อสายพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) กับราชวงศ์สุวรรณภูมิได้ครองเมืองกำแพงเพชร และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่เมือง-กำแพงเพชร จากศิลาจารึกหลักที่ ๓๘ พ.ศ.๑๙๔๐ ได้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ทางการปกครองของกษัตริย์ผู้ครองเมืองกำแพงเพชร พระนามว่าจักรพรรดิราช ผู้ทรงนำเอาหลักกฎหมายลักษณะโจรมาประกาศไว้ท่ามกลางเมืองสุโขทัย สันนิษฐานว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๙๔๐ เป็นต้นมา

 อำนาจทั้งทางการปกครองและการพระศาสนาได้มาอยูที่เมืองกำแพงพชรเพียงแห่งเดียว อำนาจของเมืองกำแพงเพชรน่าจะหมดไปเมื่ออาณาจักรสุโขทัยถูกผนวกเข้ากับ อาณาจักรอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๑๙๕๒


กำแพงเพชรสมัยอยุธยา

จากพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐฯได้มีเรื่องของเมืองกำแพงเพชร ในห้วงเวลานี้ไว้ว่า พ.ศ.๑๙๑๖ สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จไปเมืองชากังราว พระยาใสแก้วและพระยา-คำแหง เจ้าเมืองชากังราวออกรบ พระยาใสแก้วตาย พระยาคำแหงหนีเข้าเมืองได้ ทัพหลวงเสด็จกลับคืน พ.ศ.๑๙๑๙ เสด็จไปเอาเมืองชากังราวครั้งนั้นพระรามคำแหงและท้าวผาคองคิดด้วยกันว่า จะยอทัพหลวงและจะทำมิได้ ท้าวผาคองเลิกทัพหนี จึงเสด็จยกทัพหลวงตาม ท้าวผาคองนั้นแตก และจับได้ตัวท้าวพระยาและเสนาขุนหมื่นเป็นอันมาก และทัพหลวงเสด็จกลับคืน พ.ศ.๑๙๓๑ เสด็จไปเอาเมืองชากังราวอีกครั้ง

 สมเด็จพระบรมราชาไม่สามารถเข้าเมืองชา-กังราวได้ เพราะประชวรหนักและเสด็จสวรรคตกลางทาง พ.ศ.๑๙๙๓ มหาราชมาเอาเมืองชากังราวได้แล้วจึงมาเอาเมืองสุโขทัย เข้าปล้นเมืองมิได้ ก็เลิกทัพกลับคืน พ.ศ.๒๐๘๘ สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จไปเชียงใหม่ให้พระยาพิษณุโลกเป็นทัพหน้า ยกทัพหลวงไปกำแพงเพชรตั้งทัพชัย ณ เมืองกำแพงเพชร สมเด็จพระไชยราชาฯเสด็จยกทัพไปรบเชียงใหม่สองครั้ง มาประทับเมืองกำแพงเพชรทุกครั้ง จากกฎหมายตราสามดวง

ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้บันทึกไว้ว่า กำแพงเพชรได้เป็น เมืองพระยามหานคร ซึ่งในเวลานั้นมีอยู่ ๘ เมืองคือเมืองพิษณุโลก เมืองสัชนาไล เมืองสุโขทัย เมืองกำแพงเพชร เมืองนครศรีธรรม เมืองทวาย และเป็นเมืองลูกหลวง ซึ่งมีอยู่ห้าเมืองคือเมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองลพบุรี เมืองสิงห์บุรี พ.ศ.๒๐๕๑ จากกฏหมายตราสามดวง กำแพงเพชรถูกลดฐานะเป็นหัวเมืองชั้นโท เจ้าเมืองกำแพงเพชรได้รับนามว่าออกญารามรณรงค์สงคราม ฯ ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ขึ้นประแดงเสนาฏขวา พ.ศ.๒๐๕๓ จากศิลาจารึกฐานพระอิศวร กล่าวถึงการขุดแม่ไตรบางพร้อ ซ่อมถนนไปบาง-พาน และซ่อมท่อปู่พระยาร่วงไปถึงบางพาน พ.ศ.๒๐๕๘ จากตำนานรัตนพิมพวงศ์กล่าวไว้ว่าเจ้าเมืองกำแพงเพชรทูลขอพระแก้วมรกต จากกรุงศรีอยุธยามาไว้ที่เมืองกำแพงเพชร พ.ศ.๒๐๕๘ 

จากตำนานสิงหนวัตวติกุมาร หมื่นมาลาแห่งนครลำปางเข้าปล้นเมืองกำแพงเพชร แต่ไม่สำเร็จ พ.ศ.๒๐๘๑ จากจดหมายเหตุสมัยอยุธยา เมืองกำแพงเพชรตั้งตัวเป็นอิสระ แต่ไม่สำเร็จ สมเด็จพระไชยราชายกกองทัพมาปราบปราม และยึดเมืองกำแพงเพชรได้ พ.ศ.๒๐๙๗ จากพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สมเด็จพระมหินทราธิราชกราบทูลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิว่า เมืองกำแพงเพชรเป็นทางกำลังข้าศึกจะขอทำลายเมืองกำแพงเพชร และกวาดเอาครอบครัวอพยพไปไว้ ณ กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นด้วย ทัพหลวงจึงตั้งยั้งอยู่ที่นครสวรรค์ สมเด็จพระมหินทราธิราชยกกองทัพไปยังเมืองกำแพงเพชร ทัพหลวงตั้งค่ายอยู่ท้ายเมือง พระยาศรีเป็นกองหน้า ตั้งค่ายแทบคูเมือง แต่งพลออกหักค่ายพระยา-ศรีพ่ายแพ้แก่ชาวเมืองกำแพงเพชร 

ในครั้งแรกพระยาศรีเข้าปล้นเมืองอยู่ ๓ วัน ไม่สำเร็จ สมเด็จ-พระมหินทราธิราชจึงยกกองทัพกลับพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.๒๑๐๗ จากหนังสือไทยรบพม่า พระเจ้าหงสาวดีรับสั่งให้นันทสูกับราชสังครำคุมพลพม่ากับไทยใหญ่นำทางมาจากเขตแดน และมาตั้งยุ้งฉางที่เมืองกำแพงเพชร พ.ศ.๒๑๐๘ จากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชใช้กำลังขับไล่พม่าที่มาตั้งทำนาอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร พ.ศ.๒๑๐๙ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้เทครัวอพยพชาวเมืองเหนือ ตลอดทั้งเมือง-พิษณุโลก กำแพงเพชร สุโขทัย พิชัย พิจิตร ลงมารวมกันตั้งทัพรับพม่าที่กรุงศรีอยุธยา ทำให้เรื่องราวของเมืองกำแพงเพชรหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เป็นเวลานาน

พ.ศ.๒๓๐๙ พระยาตาก (สิน) ได้เลื่อนเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร แต่ยังไม่ทันได้ไปรับตำแหน่งได้ไปทัพที่อยุธยา ในสมัยอยุธยา กำแพงเพชรทำหน้าที่เป็นเมืองพระยามหานคร เมืองหน้าด่าน เมืองที่ใช้สะสมเสบียงอาหารทั้งฝ่ายไทยและพม่า ทางฝั่งตะวันออกของเมืองกำแพงเพชรปัจจุบันยังมีชื่อ นา-พม่า นามอญ ปรากฏอยู่ กำแพงเพชรพยายามตั้งตัวเป็นอิสระหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

กำแพงเพชรสมัยธนบุรี

พ.ศ.๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดเกล้าฯให้ตั้งพระยาสุรบดินทร์ข้าหลวง-เดิมเป็นพระยากำแพงเพชร พ.ศ.๒๓๑๘ ทัพพม่ายกมาตีเมืองกำแพงเพชร ทางเมืองกำแพงเพชรเห็นเหลือกำลังจึงพากันหนีเข้าป่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกกองทัพมาช่วยขับไล่พม่าแตกพ่ายกลับไป เมืองเก่ากำแพงเพชรน่าจะเริ่มร้างเมื่อประมาณต้นสมัยรัตนโกสินทร์

วัดช้างรอบ

กำแพงเพชรสมัยรัตนโกสินทร์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยากำแพง (นุช) เป็นแม่ทัพไปราชการที่ เมืองตานี ตีบ้านตานีแตกได้รับชัยชนะ ได้รับพระราชทานชาวปัตตานีมาเป็นเชลย ๑๐๐ ครอบครัว ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ เกาะแขก ท้ายเมืองกำแพงเพชร แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้ไปเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชรแทนบิดาที่ถึงแก่อนิจกรรม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยากำแพง (เถื่อน) ขณะที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสวรรคโลกไปราชการทัพที่เวียงจันทน์ มีความชอบได้รับพระราชทานชาว-ลาว ๑๐๐ ครอบครัว ให้มาตั้งถิ่นฐาน ณ คลองสวนหมาก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการทำทางสายโทรเลข ไปยังเมืองกำแพงเพชร เกณฑ์กองทัพจากเมืองกำแพงเพชรไปตีเมืองพิชัย ทำทะเบียนคนจีนในเมือง-กำแพงเพชร ชาวพม่าขอทำไม้ขอนสักที่คลองขลุง ให้ทำบัญชีวัดในเมืองกำแพงเพชร โดยรวมจำนวนพระสงฆ์ สามเณร และฆราวาสที่เรียนหนังสือกับพระ ให้เก็บเงินผูกข้อมือจีนในเขตเมืองกำแพงเพชรนำส่งกรุงเทพ ฯ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ.๒๔๖๐ บริษัทล่ำซำขออนุญาตทำไม้ขอนสักในป่าคลองขลุง พ.ศ.๒๔๖๕ ขอยกเว้นการเก็บภาษีบางแห่งในเขตอำเภอเมือง ฯ และอำเภออุ้มผาง


อาณาเขต



จังหวัดกำแพงเพชรอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๓๕๘ กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๘,๖๐๗.๕ ตารางกิโลเมตร

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเมืองจังหวัดตาก และอำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ 

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก อำเภอโพธิ์ทะเลและอำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก


การปกครอง

จังหวัดกำแพงเพชร แบ่งการปกครองออกเป็น ๙ อำเภอ ๒ กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอคลองขลุง อำเภอคลองลาน อำเภอไทรงาม อำเภอขาณุวรลักษบุรี อำเภอพรานกระต่าย อำเภอลานกระบือ อำเภอปางศิลาทอง อำเภอทรายทองวัฒนา กิ่งอำเภอบึงสามัคคี และกิ่งอำเภอโกสัมพีนคร

การเดินทาง

รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๒ ผ่านจังหวัด พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และนครสวรรค์ เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๑ ถึงจังหวัดกำแพงเพชร รวมระยะทาง ๓๕๘ กิโลเมตร 

รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ กรุงเทพฯ –กำแพงเพชร ทุกวัน รายละเอียดติดต่อสอบถามได้ที่สถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร โทร. ๐ ๒๙๓๖ ๓๖๗๐, ๐ ๒๙๓๖ ๒๘๕๒–๖๖ หรือ ww.transport.co.th สถานีขนส่งกำแพงเพชร ๐ ๕๕๗๙ ๙๑๐๓

ระยะทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอและกิ่งอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดกำแพงเพชร



อำเภอพรานกระต่าย ๒๕ กิโลเมตร

อำเภอคลองขลุง ๔๒ กิโลเมตร

อำเภอไทรงาม ๔๒ กิโลเมตร

อำเภอคลองลาน ๕๒ กิโลเมตร

อำเภอทรายทองพัฒนา ๕๓ กิโลเมตร

อำเภอลานกระบือ ๕๙ กิโลเมตร

อำเภอปางศิลาทอง ๗๐ กิโลเมตร

อำเภอขาณุวรลักษบุรี ๗๐ กิโลเมตร


กิ่งอำเภอโกสัมพีนคร ๓๐ กิโลเมตร

กิ่งอำเภอบึงสามัคคี ๙๐ กิโลเมตร



ระยะทางจากจังหวัดกำแพงเพชรไปจังหวัดใกล้เคียง



จังหวัดตาก ๖๘ กิโลเมตร

จังหวัดสุโขทัย ๗๗ กิโลเมตร

จังหวัดพิจิตร ๙๐ กิโลเมตร

จังหวัดพิษณุโลก ๑๐๓ กิโลเมตร

จังหวัดนครสวรรค์ ๑๑๗ กิโลเมตร 

จังหวัดเชียงใหม่ ๓๓๗ กิโลเมตร

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จังหวัดเชียงใหม่








ประวัติและความเป็นมา :

เชียงใหม่ มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ในตำนานแรกๆ ที่กล่าวถึงเชียงใหม่ อย่างตำนานว่าด้วยพระธาตุในล้านนา กล่าวถึง ลัวะ ว่าเป็นชนพื้นเมืองมาก่อน ตำนานมูลศาสนา ชินกาลมาลีปกรณ์และจามเทวีวงศ์ กล่าวเปรียบเทียบลัวะ ว่าเป็นคนเกิด ในรอยเท้าสัตว์ ด้วยเหตุที่ ลัวะ ถือเอารูปสัตว์เป็นสัญลักษณ์ ตำนานรุ่นหลังอย่างตำนานสุวรรณคำแดง หรือ ตำนานเสาอินทขิล เล่าว่า ลัวะ เป็นผู้สร้าง เวียงเจ็ดลิน เวียงสวนดอก และเวียงนพบุรี หรือ เชียงใหม่ ลัวะ จึงน่าจะเป็นชนกลุ่มแรก ที่สร้างเมือง แต่ก่อนหน้านี้ ก็คงมีมนุษย์อาศัยอยู่ที่นี่ก่อนแล้ว แต่ยังไม่เป็นเมืองเต็มรูปแบบ

จังหวัดเชียงใหม่

ในขณะเดียวกัน ที่ลำพูน ก็มีเมืองชื่อหริภุญไชย ตามตำนานการสร้างเมืองเล่าว่า พระนางจามเทวีวงศ์ ธิดากษัตริย์เมืองละโว้ เสด็จขึ้นมาครองหริภุญไชยใน พ.ศ.1310-1311 ครั้งนั้น พระนางได้พาบริวาร ข้าราชบริพาร ที่เชี่ยวชาญ ในศิลปวิทยาการต่างๆ ขึ้นมาด้วย หริภุญไชยจึงได้รับเอาพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ละโว้ มาใช้ในการพัฒนาจนเจริญขึ้นเป็นแคว้นใหญ่ จวบจนประมาณปี พ.ศ.1839 พญามังราย ผู้สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก หรือ ลวจักราช เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ลาว ครองเมืองเงินยาง ซึ่งได้แผ่อำนาจครอบคลุมลุ่มแม่น้ำกก และได้สร้างเวียงเชียงราย ขึ้นเป็นกองบัญชาการ ซ่องสุมไพร่พล เพื่อยึดครองหริภุญไชย เนื่องจากหริภุญไชย เป็นเมืองศูนย์กลางความเจริญ และเป็นชุมทางการค้า

พญามังรายได้เข้ายึดครองหริภุญไชย แล้วประทับอยู่เพียง 2 ปี ก็ทรงย้ายไปสร้างเวียงกุมกาม ใน พ.ศ.1837 ก่อนจะย้ายมาสร้าง เวียงเชียงใหม่ ใน พ.ศ.1839 โดยได้ร่วมกับพระสหายคือ พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง สถาปนา "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ขึ้น

พญามังรายได้พัฒนาเมืองเชียงใหม่ ทั้งการก่อสร้างวัดวาอาราม มีการตรากฏหมายที่เรียกว่า "มังรายศาสตร์" รวมถึง รับเอาพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ เข้ามาเผยแผ่ ในอาณาจักร ซึ่งทำให้พระภิกษุ ในล้านนา สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก สมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 อาณาจักรล้านนา ได้ขยายออกไปอีกอย่างกว้างขวาง พร้อมกับได้ผูกสัมพันธไมตรี กับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในสมัยของพระเจ้าติโลกราชนี้เอง ที่ได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

อาณาจักรล้านนาเริ่มเสื่อมลงไปปลายสมัยพญาเมืองแก้ว เนื่องจากทำสงครามกับเชียงตุง พ่ายแพ้เสียชีวิตไพร่พลเป็นอันมาก ประกอบกับเกิดอุทกภัย กระทบถึงความมั่นคงของอาณาจักร เมืองในการปกครองเริ่มตีตัวออกห่าง พ.ศ.2101 ในสมัยมหาเทวีจิรประภา กษัตริย์องค์ที่ 15 พม่าได้ยกกองทัพมาตีเชียงใหม่ เพียง 3 วันก็เสียเมือง และกลายเป็นเมืองขึ้นของพม่ายาวนานถึง 216 ปี

ต่อมาในปี พ.ศ.2317 พญาจ่าบ้านและพระเจ้ากาวิละ ได้ร่วมกันต่อต้านพม่า และอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี ยกทัพมาขับไล่พม่าพ่ายแพ้ไป ต่อมาในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงแต่งตั้งพระเจ้ากาวิละ ขึ้นครองเมือง ในฐานะเมืองประเทศราช พระเจ้ากาวิละ ได้ฟื้นฟูเชียงใหม่จนมีอาณาเขตกว้างขวาง การค้าขายรุ่งเรือง ขณะเดียวกันก็ได้จัดส่งบรรณาการ ส่วยสิ่งของและอื่นๆ ให้แก่กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งยังมีอำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าเมืองและขุนนางระดับสูง

ล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่ออิทธิพลตะวันตกแผ่เข้ามาในเมืองไทย มีการปฏิรูปการปกครอง โดยผนวกดินแดนล้านนาเข้ามาเป็นมณฑลพายัพ แต่ก็ยังเป็นเมืองประเทศราชในอาณัติราชอาณาจักรสยาม ตรงกับรัชสมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ และรัชกาลที่ 5 ได้ทรงขอเจ้าดารารัศมี ธิดาของเจ้าอินทวิชยานนท์ไปเป็นชายา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

เมื่อมีการสร้างทางรถไฟขึ้นในเวลาต่อมา ส่งผลให้เมืองเชียงใหม่ ขยายตัวยิ่งขึ้น และใกล้ชิดกรุงเทพฯ มากขึ้น ในปี พ.ศ.2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มณฑลเทศาภิบาลถูกยกเลิก เชียงใหม่มีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่ง หลังจากนั้นเชียงใหม่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมีความสำคัญรองจากกรุงเทพฯ เท่านั้น

แผนที่ตัวเมืองเชียงใหม่

อาณาเขต :

ทิศเหนือ ติดกับรัฐเชียงตุงของประเทศพม่า
ทิศใต้ ติดกับจังหวัดลำพูน และ จังหวัดตาก
ทิศตะวันออ ติดกับ จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงราย และ จังหวัดลำพูน
ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน

จังหวัดเชียงใหม่แบ่งการปกครองออกเป็น 22 อำเภอและ 2 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอหางดง อำเภอแม่แตง อำเภอสารภี อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอเชียงดาว อำเภอสันทราย อำเภอฝาง อำเภอฮอด อำเภออมก๋อย อำเภอพร้าว อำเภอแม่ริม อำเภอสะเมิง อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่อาย อำเภอดอยเต่า อำเภอเวียงแหง อำเภอไชยปราการ อำเภอแม่วาง กิ่งอำเภอแม่ออน และกิ่งอำเภอดอยหล่อ
วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่



ระยะทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอและกิ่งอำเภอต่างๆ 

อำเภอแม่ริม 8 กิโลเมตร
อำเภอสารภี 10 กิโลเมตร
อำเภอสันทราย 12 กิโลเมตร
อำเภอสันกำแพง 13 กิโลเมตร
อำเภอหางดง 15 กิโลเมตร
อำเภอดอยสะเก็ด 18 กิโลเมตร
อำเภอสันป่าตอง 22 กิโลเมตร
กิ่งอำเภอแม่ออน 29 กิโลเมตร
อำเภอแม่วาง 35 กิโลเมตร
อำเภอแม่แตง 40 กิโลเมตร
อำเภอสะเมิง 54 กิโลเมตร
อำเภอจอมทอง 58 กิโลเมตร
อำเภอเชียงดาว 68 กิโลเมตร
อำเภอฮอด 88 กิโลเมตร
อำเภอพร้าว 103 กิโลเมตร
อำเภอดอยเต่า 121 กิโลเมตร
อำเภอไชยปราการ 131 กิโลเมตร
อำเภอเวียงแหง 150 กิโลเมตร
อำเภอฝาง 154 กิโลเมตร
อำเภอแม่แจ่ม 156 กิโลเมตร
อำเภอแม่อาย 174 กิโลเมตร
อำเภออมก๋อย 179 กิโลเมตร